คำโกหกของรัฐบาลมาร์ค
posted on 06 Feb 2009 23:13 by mzkapoo in NEWSนายกฯ สวนหมัด "โอฬาร" ดันเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวเป็นบวก ยันไม่ใช้ค่าเงินบาทอ่อนหนุนส่งออก กูรูแนะวิธีดึงไทย พ้นเหว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีนายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตติดลบ 4.05% ซึ่งต่ำที่สุดในโลกว่า เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่เลวร้ายอย่างที่คาด โดยรัฐบาลจะพยายามหาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้มีอัตราการขยายตัวใน แดนบวกให้ได้
End
--- [ความเห็นส่วนตัวของผม - กูรูที่ว่านี้ใช่กูรูที่บอกให้กู้เงินญี่ปุ่นมิยาซาว่ามาละลายทรัพย์แล้วให้คนไทยทั้งประเทศร่วมกันเอาภาษีไปจ่ายคืน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางบวกเลย? และหลักฐานอะไรที่ว่าต่ำที่สุดในโลก เอาไปเทียบกับเมกาหรือเปล่า -4.05% ตอนนี้ กับของจีน +3% ใครต่ำมากกว่ากัน? มีที่อื่นต่ำกว่าไทยอีกหรอ ที่ที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจเหมือนกันด้วยนะ อย่าเอาไปเทียบกับจีนหรือเมกา เพราะไทยเรามันแค่จังหวัดหนึ่งของสองประเทศใหญ่ ๆ แบบนี้ ถ้าจะเทียบให้เทียบกับเวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์]
--- สำหรับคนไทยแล้ว ประโยค "ซึ่งต่ำที่สุดในโลก" ฟังได้ว่า ไม่ต่ำเลย มีที่อื่นต่ำกว่านี้อีก สงสัยคงหมายถึงประเทศอย่างเอธิโอเปีย
ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจของบริษัทหลักทรัพย์เครดิตลียองเนส์ (CLSA) บริษัทหลักทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของโลกรายหนึ่งได้ออกบทวิจัยฉบับหนึ่ง โดยได้หั่นเป้าหมายเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนี้ลงจากเดิมที่เคยประเมินว่าจะ ติดลบเพียง1.4% เป็นติดลบ5% นับเป็นการติดลบครั้งใหญ่สุดนับจากเกิดวิกฤตการณ์ฟองสบู่เศรษฐกิจแตกในปีพ. ศ.2540 และจะกดดันต่อการหดค่าลงของสินทรัพย์ต่างๆของประเทศลงด้วย อย่างไรก็ตามยังคงคาดการณ์ว่าจะฟื้นตัวขึ้นเป็นบวก0.5%ในปี2553
หายนะ!-เครดิตลียองเนส์ ซึ่งเคยสร้างผลงานเลื่อนลั่นเตือนรัฐบาลประชาธิปัตย์ในอดีตว่าเศรษฐกิจไทยจะ พังครืน แต่ถูกเยาะเย้ยกลับว่าไม่มีเครดิตน่าเชื่อถือ ก่อนที่ไม่นานนักจะเกิดวิกฤตฟองสบู่แตกเมื่อปี2540ได้ออกมาเตือนอีกครั้งว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะติดลบ5% มากกว่าที่ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ทำนายไว้
สำหรับเครดิตลียองเนส์นั้นสร้างชื่อเสียงขึ้นมากในช่วง10กว่าปีก่อน
เมื่อได้ออกบทวิจัยฉบับหนึ่งในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในเม็กซิโกว่า
ไทยจะเป็นประเทศต่อไปที่เศรษฐกิจจะพังลงเป็นรายต่อไป เพราะมีปัญหาคล้ายกัน
ทั้งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการกู้หนี้จากต่างประเทศมากเกินไป
โดยบทวิจัยนี้ออกมาในราวปลายปี2537และทำให้นักลงทุนต่างชาติพากันเทขายหุ้น
ไทยกันหนักในตอนต้นปี2538 ซึ่งช่วงนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลอยู่
แต่ทีมงานเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหมิ่นแคลนว่า
เครดิตลียองเนส์นั้นไม่มีเครดิตเหลืออยู่แล้ว เป็นบริษัทที่กำลังเจ๊ง
น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น"เดบิตลียองเนส์มากกว่า"
และได้ตั้งกองทุนพยุงตลาดหุ้นขึ้น
แต่ก็ถูกนักลงทุนต่างชาติที่เชื่อถือบทวิจัยของเครดิตลียองเนส์เทขายหุ้นใส่
อย่างหนักจนเกลี้ยง
ให้หลังจากนั้นไม่ถึง2ปีดีนัก
ไทยก็เกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกในตอนต้นปี2540
และลดค่าเงินบาทในกลางปีเดียวกัน
จากนั้นพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง หลังเหตุการณ์งูเห่าภาค1
และนำไทยเข้าIMF
โดยอ้างในภายหลังว่าพวกตนเข้ามากอบกู้ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากผลงานรัฐบาล
พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ก่อเอาไว้