ประวัติ

โดย​​ ​​พระญาณสิทธาจารย์
(หลวงพ่อเมตตาหลวง) ​​ณ​​ ​​วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม​​ (พระ​​​ใหญ่)​​ ​​อำ​​​เภอปากช่อง
​​จังหวัดนครราชสีมา

เมื่ออาตมา​​​ได้​​​พบ​​​กับ​​ ​​สมเด็จพระพนรัตน์​​ ​​วัดป่า​​​แก้ว​

คืนวันหนึ่งอาตมานอนหลับ​​​แล้ว​​​ฝันไปว่า
​​อาตมา​​​ได้​​​เดินไป​​​ใน​​​สถานที่​​​แห่งหนึ่ง​​ ​​ได้​​​พบ​​​กับ​​​พระสงฆ์รูปหนึ่งครองจีวรคร่ำ
​​สมณสารูปเรียบร้อยน่า​​​เลื่อมใส​​ ​​อาตมา​​​เห็นว่า​​​เป็น​​​พระอาวุ​​​โส​​ ​​ผู้​​​รัตตัญญู
​​จึง​​​น้องนมัสการท่าน​​ ​​ท่านหยุดยืนตรงหน้าอาตมา​​​แล้ว​​​กล่าว​​​กับ​​​อาตมาว่า​

“​​ฉันคือสมเด็จพระพนรัตน์
​​วัดป่า​​​แก้วแห่งกรุงศรีอยุธยา​​ ​​ฉัน​​​ต้อง​​​การ​​​ให้​​​เธอ​​​ได้​​​ไปที่วัด​​​ใหญ่​​​ชัยมงคล
​​เพื่อดูจารึกที่ฉัน​​​ได้​​​จารึกถวายพระ​​​เกียรติ​​​แก่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช​​​ผู้​​​เป็น​​​เจ้า
​​เนื่อง​​​ใน​​​วาระที่สร้างพระ​​​เจดีย์ฉลองชัยชนะ​​​เหนือพระมหาอุปราชา​​​แห่งพม่า​​​และ​​​ประกาศ​​​ความ​​​เป็น​​​อิสระของประ​​​เทศไทย​​​จาก​​​หงสาวดี​​​เป็น​​​ครั้งแรก
​​เธอไปดู​​​ไว้​​​แล้ว​​​จดจำ​​​มา​​​เผยแพร่ออกไป​​ ​​ถึง​​​เวลาที่​​​เธอ​​​จะ​​​ได้​​​รับรู้​​​แล้ว​​”

ใน​​​ฝันอาตมารับปากท่าน​​ ​​ท่านก็บอกตำ​​​แหน่ง​​​ให้
​​แล้ว​​​ก็ตกใจตื่นนอน​​​ใกล้​​​รุ่ง​​ ​​อาตมาก็ทบทวน​​​ความ​​​ฝันก็นึก​​​อยู่​​​ใน​​​ใจว่า
​​เรา​​​เอง​​​นั้น​​​กำ​​​หนดจิต​​​ด้วย​​​กรรมฐานมีสติ​​​อยู่​​​เสมอ​​ ​​เรื่องฝันฟุ้งซ่าน​​​เป็น​​​ไม่​​​มี
​​อาตมาก็​​​ได้​​​ข่าว​​​ใน​​​วัน​​​นั้น​​​แหละว่า
​​ทางกรมศิลปากรทำ​​​การบูรณะปฏิสังขรณ์พระ​​​เจดีย์​​​ใหญ่​​ ​​ใน​​​วัด​​​ใหญ่​​​ชัยมงคล
​​และ​​​จำ​​​ทำ​​​การบรรจุบัวยอดพระ​​​เจดีย์
​​อัน​​​เป็น​​​นิมัติหมายการสิ้นสุดการบูรณะ​​​แล้ว​​​จะ​​​รื้อนั่งร้าน​​​ทั้ง​​​หมดออกเสร็จสิ้น​

อาตมา​​​จึง​​​ได้​​​ขอร้อง​​ ​​ดร​​.​​กิ่งแก้ว​​ ​​อัตถากร
​​ให้​​​เลื่อนการปิดยอดบัวไปอีกวันหนึ่ง​​ ​​เพื่อที่อาตมา​​​จะ​​​ได้​​​นำ​​ ​​พระซุ้มเสมาชัย
​​ซุ้มเสมาขอ​​ ​​ที่อาตมา​​​ได้​​​สร้างขึ้นตามแบบดั้งเดิม
​​ที่พบ​​​ใน​​​เจดีย์​​​ใหญ่​​​ใกล้​​​กับ​​​วัดอัมพวัน​​​ซึ่ง​​​พังลงน้ำ
​​ที่ก๋งเหล็ง​​​เป็น​​​คนรวบรวมเอามา​​​ให้​​​อาตมา​​ ​​ตั้งแต่​​​เมื่อเริ่มมาพัฒนาวัด​​​ใหม่​​ ​ๆ
​​แต่​​​แตกหักผุพัง​​​ทั้ง​​​นั้น​​​หลายสิบปี๊บ
​​อาตมา​​​ได้​​​ป่นเอามาผสมสร้าง​​​เป็น​​​องค์พระ​​​ใหม่
​​ไปร่วมบรรจุ​​​ไว้​​​ที่ยอดพระ​​​เจดีย์บ้าง​

วัน​​​นั้น​​​อาตมา​​​เดินทางไป​​​ถึง​​​ก็​​​ได้​​​เดินขึ้นไปบนเจดีย์ตอนที่สุดบันได​​​แล้ว
​​มองเห็นโพรงที่ทาง​​​เขา​​​ทำ​​​ไว้​​​สำ​​​หรับลงไปด้านล่าง​​ ​​มีร้านไม้พอไต่ลงไปภาย​​​ใน
​​ตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าลงไปคราวนี้​​ ​​ถ้า​​​พลาดตกลงไป​​​จาก​​​นั่งร้านม้าก็ยอมตาย
​​คนที่ร่วมเดินทางมา​​​เขา​​​มัวแต่​​​ไปบนลานชั้นบน​​ ​​อาตมาก็ดิ่งลงไปชั้นล่าง
​​มี​​​ไฟฉายดวงหนึ่ง​​ ​​เวลา​​​นั้น​​​ประมาณ​​ ๐๙.๐๐ ​​น​​. ​​อาตมาลงไปภาย​​​ใน​​​แล้ว
​​ก็พบนิมิตดังที่สมเด็จพระพนรัตน์​​​ได้​​​บอก​​​ไว้​​​จริง​​ ​ๆ​

อาตมา​​​จึง​​​ได้​​​พบว่า​​​แท้ที่จริง​​​แล้ว​​​สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่า​​​แก้ว
​​ท่าน​​​ได้​​​จารึกถวายพระพรก็คือบทสวดที่​​​เรียกว่า
“​​พาหุงมหาการุณิ​​​โก​​”

ท้ายของนิมิต​​​นั้น​​​ระบุว่า
“​​เราสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่า​​​แก้ว​​ (ศรีอโยธเยศ) ​​คือ
​​ผู้​​​จารึกนิมิตรจนา​​​เอา​​​ไว้​​ ​​ถวายพระพรแด่มหาบพิตรเจ้า​​ ​​สมเด็จพระนเรศวรมหาราช​

พาหุงมหากาก็คือบทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ
​​พระธรรมคุณ​​ ​​พระสังฆคุณ
​​แล้ว​​​ก็พรพาหุงอันเริ่ม​​​ด้วย​​​พาหุงสหัสไปจน​​​ถึง​​​ทุคคาหทิฏฐิ
​​แล้ว​​​เรื่อยไปจน​​​ถึง​​​มหากรุณิ​​​โกนา​​​โถหิตายะ​​ ​​และ​​​จบลง​​​ด้วย​​ ​​ภะวะตุ​​ ​​สัพพะมังคะลัง
​​สัพพะพุทธา​​ ​​สัพพะธัมมา​​ ​​สัพพะสังฆา​​ ​​นุภา​​​เวนะ​​ ​​สะทา​​​โสตถี​​ ​​ภะวันตุ​​ ​​เต
​​อาตมา​​​เรียกรวม​​​กัน​​​ว่า​​ ​​พาหุง​​ ​​มหากา​

อาตมา​​​จึง​​​เข้า​​​ใจ​​​ใน​​​บัด​​​นั้น​​​เองว่า
​​บทพาหุงนี้คือบทสวดมนต์ที่
​​สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่า​​​แก้ว​​​ได้​​​ถวาย​​​ให้​​​พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช​​​ไว้​​​สวด​​​เป็น​​​ประจำ
​​เวลา​​​อยู่​​​กับ​​​พระมหาราชวัง​​ ​​และ​​​ใน​​​ระหว่างศึกสงคราม
​​จึง​​​ปรากฎว่าพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้าทรงรบ​​ ​​ณ​​ ​​ที่​​​ใด
​​ทรงมีชัยชนะ​​​อยู่​​​ตลอดมา​​ ​​มิ​​​ได้​​​ทรงเพลี่ยงพล้ำ​​​เลย
​​แม้​​​จะ​​​เพียงลำ​​​พังสองพระองค์​​​กับ​​​สมเจพระอนุชาธิราชเจ้า
​​ท่ามกลางกองทัพพม่าจำ​​​นวนนับแสนคน​​ ​​ก็ทรงมีชัยชนะ​​​เหนือกองทัพพม่า
​​ด้วย​​​การกระทำ​​​ยุทธหัตถีมีชัยเหนือพระมหาอุปราชา​​ ​​ณ​​ ​​ดอนเจดีย์ปูชนียสถาน
​​แม้ข้าศึก​​​จะ​​​ยิงปืนไฟ​​​เข้า​​​ใส่​​​พระองค์
​​ใน​​​ตอนที่​​​เข้า​​​กัน​​​พระศพของพระมหาอุปราชาออกไปราว​​​กับ​​​ห่าฝนก็มิปาน
​​แต่ก็มิ​​​ได้​​​ต้อง​​​พระองค์​​ ​​ด้วย​​​เดชะพาหุงมหากาที่ทรงเจริญ​​​อยู่​​​เป็น​​​ประจำ​​​นั่นเอง​

อาตมาพบนิมิตร​​​แล้ว
​​ก็​​​ไต่ขึ้นมา​​​ด้วย​​​ความ​​​สบายใจ​​ ​​ถึง​​​ปากปล่องที่ลงไปเกือบสามชั่วโมง
​​เนื้อตัวมี​​​แต่หยากไย่​​ ​​เดินลงมา​​​แม่ชี​​​เห็น​​​เข้า​​​ยัง​​​ร้องว่า
​​หลวงพ่อ​​​เข้า​​​ไป​​​ใน​​​โพรงนั่นมา​​​หรือ​​ ​​แต่อาตมา​​​ไม่​​​ตอบ​

ตั้งแต่​​​นั้น​​​มา
​​อาตมา​​​จึง​​​สอนการสวดพาหุงมหากา​​ ​​ให้​​​แก่ญาติ​​​โยม​​​เป็น​​​ต้นมา​​ ​​เพราะ​​​อะ​​​ไร
​​เพราะ​​​หาหุงมหากา​​​นั้น​​​เป็น​​​บทสวดมนต์ที่มีค่าที่สุด
​​มีผลดีที่สุด​​​เพราะ​​​เป็น​​​ชัยชนะอย่างสูงสุดของพระบรมศาสดา​​ ​​จาก​​​พญาวัสวดีมาร
​​จาก​​​อาฬาวกะยักษ์​​ ​​จาก​​​ช้างนาฬาศิรี​​ ​​จาก​​​องคุลีมาล​​ ​​จาก​​​นางจิญมานวิกา
​​จาก​​​สัจ​​​จะ​​​กะนิครนธ์​​ ​​จาก​​​พญานันโทปนันทนาคราช​​ ​​และ​​​ท่านท้าวผกาพรหม
​​เป็น​​​ชัยชนะที่พระพุทธองค์ทรง​​​ได้​​​มา​​​ด้วย​​​อิทธิปาฏิหาริย์
​​และ​​​ด้วย​​​อำ​​​นาจแห่งบารมีธรรม​​​โดย​​​แท้​​ ​​ผู้​​​ใด​​​ได้​​​สวด​​​ไว้​​​ประจำ​​​ทุกวัน​​ ​​จะ​​​มีชัยชนะ
​​มี​​​ความ​​​เจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนาน​​ ​​มีสติระลึก​​​ได้​​ ​​จะ​​​ตายก็​​​ไปสู่สุคติภูมิ​

ขอ​​​ให้​​​ญาติ​​​โยมสวดพาหุงมหากา​​​กัน​​​ให้​​​ทั่ว​​​หน้า
​​นอก​​​จาก​​​จะ​​​คุ้มตัว​​​แล้ว​​ ​​ยัง​​​คุ้มครอบครัว​​​ได้​​ ​​สวดมาก​​ ​​ๆ​​ ​​เข้า
​​สวด​​​กัน​​​ทั้ง​​​ประ​​​เทศมี​​​แต่​​​ความ​​​รุ่งเรือง
​​พวกคนพาลสันดานหยาบก็​​​แพ้ภัยไปอย่างถ้วนหน้า​

ไม่​​​ใช่​​​แต่พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช​​​เท่า​​​นั้น
​​ที่พบ​​​ความ​​​มหัศจรรย์ของบทพาหุงมหากา
​​แม้พระบาทสมเด็จพระ​​​เจ้าตากสินมหาราชก็ทรงพบเช่น​​​กัน
​​โดย​​​มีบันทึกโบราณบอก​​​ไว้​​​ว่าดังนี้​

“​​เมื่อพระ​​​เจ้าตากสินมหาราชตี​​​เมืองจันทบุรี​​​ได้​​​แล้ว
​​ก็ทรงเห็นว่าสงครามกู้ชาติต่อ​​​จาก​​​นี้​​​ไป​​​จะ​​​ต้อง​​​หนักหนา
​​และ​​​ยืดยาว​​​จึง​​​ทรงโปรดเกล้าฯ​​ ​​ให้​​​สร้างพระยอดธงแบบกรุงศรีอยุธยาขึ้น
​​แล้ว​​​นิมนต์พระ​​​เถระ​​​ทั้ง​​​หลายมาสวดบทพาหุงมหากา​​ ​​บรรจุ​​​ไว้​​​ใน​​​องค์พระ
​​และ​​​พระองค์ก็ทรงเจริญรอยพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
​​ด้วย​​​การเจริญพาหุงมหากา​​ ​​จึง​​​บันดาล​​​ให้​​​ทรงกู้ชาติสำ​​​เร็จ​

สวดพาหุงมหากา​​​กัน​​​ให้​​​ได้​​​ทุกบ้าน
​​สวด​​​ให้​​​ได้​​​มาก​​ ​​ๆ​​ ​​จะ​​​มี​​​แต่​​​ความ​​​รุ่งเรือง​​ ​​สวดพาหุงมหากา
​​ก่อน​​​แล้ว​​​จึง​​​สวดชินบัญชร​​ ​​เพราะ​​​ชินบัญชร​​​นั้น​​​เจ้าประคุณสมเด็จท่าน
​​ให้​​​สวดบูชาพระอรหันต์ของท่าน​​ ​​ต้อง​​​สวดพาหุงมหากาก่อน​​​แล้ว​​ ​​จึง​​​มา​​​ถึง​​​ชินบัญชร
​​ให้​​​จดจำ​​​กัน​​​เอา​​​ไว้​​ ​​นั่นแหละมงคล​​​ใน​​​ชีวิต

 

วีธีสวด​​

ให้​​​เริ่มสวดตั้งแต่​​ ​นะ​​​โม​​…
​​เรื่อยไป​​ ​​จนจบที่​​ ​ภะวะตุ​ ​เต​ ​​เพียง​​ ๑ ​​จบ​​​เท่า​​​นั้น​​ ​​จาก​​​นั้น​​​สวด​​
บทพุทธคุณ​ ให้​​​ได้​​​เท่า​​​อายุบวก​​​ด้วย​​ ๑ ​​เช่น​​ ​​อายุ​​ ๓๒ ​​ปี​​ ​​ให้​​​สวด​​ ๓๓ ​​จบ​​, ๕๔ ​​ปี​​ ​​ให้​​​สวด​​ ๕๕ ​จบ​​ ​​เสร็จ​​​แล้ว​​​ให้​​​แผ่​​​เมตตา​​
บทแผ่​​​เมตตา​ จบ​​​แล้ว​​​ให้​​​กรวดน้ำ​​​ตาม​​ บทกรวดน้ำ​ เสร็จ​​​แล้ว​​​จึง​​​อธิษฐานตามสิ่งที่ท่านปรารถนา​

นะ​​​โม​​ ​​ตัสสะ​​ ​​ภะคะวะ​​​โต​​ ​​อะระหะ​​​โต​​ ​​สัมมา​​ ​​สัมพุทธัสสะ​
นะ​​​โม​​ ​​ตัสสะ​​ ​​ภะคะวะ​​​โต​​ ​​อะระหะ​​​โต​​ ​​สัมมา​​ ​​สัมพุทธัสสะ​
นะ​​​โม​​ ​​ตัสสะ​​ ​​ภะคะวะ​​​โต​​ ​​อะระหะ​​​โต​​ ​​สัมมา​​ ​​สัมพุทธัสสะ​

พุทธัง​​ ​​สะระณัง​​ ​​คัจฉามิ​
ธัมมัง​​ ​​สะระณัง​​ ​​คัจฉามิ​
สังฆัง​​ ​​สะระณัง​​ ​​คัจฉามิ​

ทุติยัมปิ​​ ​​พุทธัง​​ ​​สะระณัง​​ ​​คัจฉามิ​
ทุติยัมปิ​​ ​​ธัมมัง​​ ​​สะระณัง​​ ​​คัจฉามิ​
ทุติยัมปิ​​ ​​สังฆัง​​ ​​สะระณัง​​ ​​คัจฉามิ​

ตะติยัมปิ​​ ​​พุทธัง​​ ​​สะระณัง​​ ​​คัจฉามิ​
ตะติยัมปิ​​ ​​ธัมมัง​​ ​​สะระณัง​​ ​​คัจฉามิ​
ตะติยัมปิ​​ ​​สังฆัง​​ ​​สะระณัง​​ ​​คัจฉามิ​

อิติปิ​​​โส​​ ​​ภะคะวา​​ ​​อะระหัง​​ ​​สัมมาสัมพุธโธ​​ ​​วิชชา​​​จะ​​​ระณะ​​ ​​สัมปันโน​​ ​​สุคะ​​​โต
​​โลกะวิทู​​ ​​อะนุตตะ​​​โร​​ ​​ปุริสะทัมมะสาระถิ​​ ​​สัตถา​​​เทวะมะนุสสานัง​​ ​​พุทโธภะคะวาติ​

สวากขา​​​โต​​ ​​ภะคะวะตาธัมโม​​ ​​สันทิฏฐิ​​​โก​​ ​​อะกาลิ​​​โก​​ ​​เอหิปัสสิ​​​โก​​ ​​โอปะนะยิ​​​โก
​​ปัจจัตตัง​​ ​​เวทิตัพโพ​​ ​​วิญญูหิติ​

สุปะฏิปันโน​​ ​​ภะคะวะ​​​โต​​ ​​สาวะกะสังโฆ​​ ​​อุชุปะฏิปันโน​​ ​​ภะคะวะ​​​โต​​ ​​สาวะกะสังโฆ
​​ญายะ​​ ​​ปะฏิปันโน​​ ​​ภะคะวะ​​​โต​​ ​​สาวะกะสังโฆ​​ ​​สามีจิปะฏิปันโน​​ ​​ภะคะวะ​​​โต
​​สาวะกะสังโฆ​​ ​​ยะทิทัง​​ ​​จัตตาริ​​ ​​ปุริสะ​​ ​​ยุคานิ​​ ​​อัฏฐะ​​ ​​ปุริสะปุคคะลา​​ ​​เอสะ
​​ภะคะวะ​​​โต​​ ​​สาวะกะสังโฆ​​ ​​อาหุ​​​เนยโย​​ ​​ปาหุ​​​เนยโย​​ ​​ทักขิ​​​เณยโย​​ ​​อัญชะลีกะระณี​​​โย
​​อะนุตตะรัง​​ ​​ปุญญักเขตตัง​​ ​​โลกัสสาติ​

๑.​​พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง​​ ​​ครี​​​เมขะลัง​​ ​​อุทิตะ​​​โฆระสะ​​​เสนะ​​ ​​มารัง
​​ทานาทิธัมมะวิธินา​​ ​​ชิตะวา​​ ​​มุนินโท​​ ​​ตันเตชะสา​​ ​​ภะวะตุ​​​เต​​ ​​ชะยะมังคะลานิ​

๒.​​มาราติ​​​เร​​ ​​กะมะภิยุชฌิตะ​​ ​​สัพพะรัตติงโฆรัมปะนาฬะวะ​​ ​​กะมักขะมะถัทธะยักขัง
​​ขันตีสุทันตะ​​ ​​วิธินา​​ ​​ชิตะวา​​ ​​มุนินโท​​ ​​ตันเตชะสา​​ ​​ภะวะตุ​​​เต​​ ​​ชะยะมังคะลา​

๓.​​นาฬาคิริง​​ ​​คะชะวะรัง​​ ​​อะติมัตตะภูตัง​​ ​​ทาวัคคิจักกะมะ​​ ​​สะนีวะ​​ ​​สุทารุณันตัง
​​เมตตัมพุ​​​เสกะ​​ ​​วิธินา​​ ​​ชิตะวา​​ ​​มุนินโท​​ ​​ตันเตชะสา​​ ​​ภะวะตุ​​​เต​​ ​​ชะยะมังคะลาน​

๔.​​อุกขิตตะขัคคะ​​ ​​มะติหัตถะ​​ ​​สุทารุณันตัง​​ ​​ธาวันติ​​​โยชะนะ​​ ​​ปะถัง​​ ​​คุลิมา
​​ละวันตัง​​ ​​อิทธีภิสังขะตะมะ​​​โน​​ ​​ชิตะวา​​ ​​มุนินโท​​ ​​ตันเตชะสา​​ ​​ภะวะตุ​​​เต
​​ชะยะมังคะลานิ​

๕.​​กัตตวานะ​​ ​​กัฏฐะมุทะรัง​​ ​​อิวะ​​ ​​คัพภินียา​​ ​​จิญจายะ​​ ​​ทุฎฐะวะ​​​จะ​​​นัง
​​ชะนะกายะมัชเฌ​​ ​​สันเตนะ​​ ​​โสมะ​​ ​​วิธินา​​ ​​ชิตะวา​​ ​​มุนินโท​​ ​​ตันเตชะสา​​ ​​ภะวะตุ​​​เต
​​ชะยะมังคะลานิ​

๖.​​สัจจัง​​ ​​วิหายะ​​ ​​มะติสัจ​​​จะ​​​กะวาทะ​​​เกตุง​​ ​​วาทาภิ​​​โรปิตะมะนัง​​ ​​อะติอันธะภูตัง
​​ปัญญาปะทีปะชะลิ​​​โต​​ ​​ชิตะวา​​ ​​มุนินโท​​ ​​ตันเตชะสา​​ ​​ภะวะตุ​​​เต​​ ​​ชะยะมังคะลานิ​

๗.​​นันโทปะนันทะ​​ ​​ภุชะคัง​​ ​​วิพุธัง​​ ​​มะหิทธิง​​ ​​ปุตเตนะ​​ ​​เถระภุชะ​​​เคนะ
​​ทะมาปะยันโต​​ ​​อิทธูปะ​​​เทสะ​​ ​​วิธินา​​ ​​ชิตะวา​​ ​​มุนินโท​​ ​​ตันเตชะสา​​ ​​ภะวะตุ​​​เต
​​ชะยะมังคะลานิ​

๘.​​ทุคคาหะทิฏฐิ​​ ​​ภุชะ​​​เคนะ​​ ​​สุทัฏฐะหัตถัง​​ ​​พรัหมัง
​​วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง​​ ​​ญาณาคะ​​​เทนะ​​ ​​วิธินา​​ ​​ชิตะวา​​ ​​มุนินโท​​ ​​ตันเตชะสา
​​ภะวะตุ​​​เต​​ ​​ชะยะมังคะลานิ​

๙.​​เอตาปิ​​ ​​พุทธะชะยะมังคะละ​​ ​​อัฏฐะคาถา​​ ​​โยวา​​​จะ​​​โน​​ ​​ทินะทิ​​​เน​​ ​​สะระ​​​เต​​ ​​มะตันที
​​หิตวานะ​​ ​​เนกะวิวิธานิ​​ ​​จุปัททะวานิ​​ ​​โมกขัง​​ ​​สุขัง​​ ​​อะธิคะ​​​เมยยะ​​ ​​นะ​​​โรสะปัญโญ​

มะหาการุณิ​​​โก​​ ​​นา​​​โถ​​ ​​หิตายะ​​ ​​สัพพะปา​​ ​​ณินัง​​ ​​ปู​​​เรตวา​​ ​​ปาระมี​​ ​​สัพพา​​ ​​ปัตโต
​​สัมโพธิมุต​​ ​​ตะมัง​​ ​​เอเตนะ​​ ​​สัจ​​​จะ​​​วัชเชนะ​​ ​​โหตุ​​ ​​เตชะยะมังคะลังฯ​

ชะยันโต​​ ​​โพธิยา​​ ​​มู​​​เล​​ ​​สักยานัง​​ ​​นันทิวัฑฒะ​​​โน​​ ​​เอวัง​​ ​​ตวัง​​ ​​วิชะ​​​โย​​ ​​โหหิ
​​ชะยัสสุ​​ ​​ชะยะมังคะ​​​เล​​ ​​อะปะราชิตะปัลลังเก​​ ​​สี​​​เส​​ ​​ปะฐะวิ​​​โปกขะ​​​เร​​ ​​อะภิ​​​เสเก
​​สัพพะพุทธานัง​​ ​​อัคคัปปัตโต​​ ​​ปะ​​​โมทะติฯ​​ ​​สุนักขัตตัง​​ ​​สุมังคะลัง​​ ​​สุปะภาตัง
​​สุหฏฐิตัง​​ ​​สุขะ​​​โณ​​ ​​สุมุหุตโต​​ ​​จะ​​ ​​สะยิฏฐัง​​ ​​พรัหมะจาริสุ​​ ​​ปะทักขิณัง
​​กายะกัมมัง​​ ​​วา​​​จากั​​​มมัง​​ ​​ปะทักขิณา​​ ​​ปะทักขิณานิ​​ ​​กัตวานะ​​ ​​ละภัน​​ ​​ตัตเถ
​​ปะทักขิ​​​เณฯ​

ภะวะตุ​​ ​​สัมพะมังคะลัง​​ ​​รักขันตุ​​ ​​สัพพะ​​ ​​เทวะตา​​ ​​สัพพะพุทธานุภา​​​เวนะ​​ ​​สะทา​​​โสตถี
​​ภะวันตุ​​ ​​เตฯ​

ภะวะตุ​​ ​​สัมพะมังคะลัง​​ ​​รักขันตุ​​ ​​สัพพะ​​ ​​เทวะตา​​ ​​สัพพะธัมมานุภา​​​เวนะ​​ ​​สะทา​​​โสตถี
​​ภะวันตุ​​ ​​เตฯ​

ภะวะตุ​​ ​​สัมพะมังคะลัง​​ ​​รักขันตุ​​ ​​สัพพะ​​ ​​เทวะตา​​ ​​สัพพะสังฆานุภา​​​เวนะ​​ ​​สะทา​​​โสตถี
​​ภะวันตุ​​ ​​เตฯ​

บทพุทธคุณ

ให้​​​สวดเกินอายุ​​ ๑ ​​จบ​​ ​​เช่น​​ ​​อายุ​​ ๔๒ ​​ปี​​ ​​ต้อง​​​สวด​​ ๔๓ ​​จบ​

** ​​อิติปิ​​​โส​​ ​​ภะคะวา​​ ​​อะระหัง​​ ​​สัมมาสัมพุทโธ​​ ​​วิชชาจาระณะ​​ ​​สัมปันโน​​ ​​สุคะ​​​โต
​​โลกะวิทู​​ ​​อะนุตตะ​​​โร​​ ​​ปุริสะทัม​​ ​​มะสาระถิ​​ ​​สัตถา​​​เทวะมะนุสสานัง​​ ​​พุทโธ
​​ภะคะวาติ​​ **

บทแผ่​​​เมตตา

สัพเพ​ ​สัตตา​​        ​             ​สัตว์​​​ทั้ง​​​หลายที่​​​เป็น​​​เพื่อนทุกข์​ ​เกิด​​ ​​แก่​​ ​​เจ็บ​​ ​​ตาย​​ ​​ด้วย​​​กัน​​​ทั้ง​​​หมด​​​ทั้ง​​​สิ้น​
อะ​​​เวรา​ (โหนตุ) ​                ​จง​​​เป็น​​​สุข​​​เป็น​​​สุขเถิด​ ​อย่า​​​ได้​​​มี​​​เวรแก่​​​กัน​​​และ​​​กัน​​​เลย​
อัพยาปัชฌา​​ ​                    ​จง​​​เป็น​​​สุข​​​เป็น​​​สุขเถิด​ ​อย่า​​​ได้​​​เบียดเบียน​​​ซึ่ง​​​กัน​​​และ​​​กัน​​​เลย​
อนีฆา​ (โหนตุ) ​                 ​จง​​​เป็น​​​สุข​​​เป็น​​​สุขเถิด​ ​อย่า​​​ได้​​​มี​​​ความ​​​ทุกข์กาย​​ ​​ทุกข์​​​ใจเลย​
สุขี​​ ​​อัตตานัง​ ​ปะริหะรันตุ​      ​จงมี​​​ความ​​​สุขกายสุขใจ​​ ​​รักษาตน​​​ให้​​​พ้น​​​จาก​​​ทุกข์ภัย​​​ทั้ง​​​สิ้น​​ ​​เถิดฯ​

บทกรวดน้ำ

อิทัง​​ ​​เม​​ ​​มาตาปิตูนัง​​ ​​โหตุ​​ ​​สุขิตา​​ ​​โหนตุ​​ ​​มาติปิตะ​​​โร
ขอ​​​ส่วน​​​บุญนี้จงสำ​​​เร็จ​​ ​​แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า
ขอ​​​ให้​​​มารดาบิดาของข้าพเจ้า​​ ​​จงมี​​​ความ​​​สุข​

อิทัง​​ ​​เม​​ ​​ญาตินัง​​ ​​โหตุ​​ ​​สุขิตา​​ ​​โหนตุ​​ ​​ญาตะ​​​โย
ขอ​​​ส่วน​​​บุญนี้จงสำ​​​เร็จ​​ ​​แก่ญาติ​​​ทั้ง​​​หลายของข้าพเจ้า
ขอ​​​ให้​​​ญาติ​​​ทั้ง​​​หลายของข้าพเจ้า​​ ​​จงมี​​​ความ​​​สุข​

อิทัง​​ ​​เม​​ ​​ครุปัชฌายาจริยานัง​​ ​​โหตุ​​ ​​สุขิตา​​ ​​โหนตุ​​ ​​ครุปัชฌายาจริยา
ขอ​​​ส่วน​​​บุญนี้จงสำ​​​เร็จแด่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า
ขอ​​​ให้​​​ครูอุปัชฌาย์อาจารย์​​ ​​จงมี​​​ความ​​​สุข​

อิทัง​​ ​​เทวะตานัง​​ ​​โหตุ​​ ​​สุขิตา​​ ​​โหนตุ​​ ​​เทวะตา​​​โย
ขอ​​​ส่วน​​​บุญนี้จงสำ​​​เร็จ​​ ​​แก่​​​เทวดา​​​ทั้ง​​​หลาย
ขอ​​​ให้​​​เทวดา​​​ทั้ง​​​หลาย​​ ​​จงมี​​​ความ​​​สุข​

อิทัง​​ ​​เปตานัง​​ ​​โหตุ​​ ​​สุขิตา​​ ​​โหนตุ​​ ​​เปตะ​​​โย
ขอ​​​ส่วน​​​บุญนี้จงสำ​​​เร็จ​​ ​​แก่​​​เปรต​​​ทั้ง​​​หลาย
ขอ​​​ให้​​​เปรต​​​ทั้ง​​​หลาย​​ ​​จงมี​​​ความ​​​สุข​

อิทัง​​ ​​สัพพะสัตตานัง​​ ​​โหตุ​​ ​​สุขิตา​​ ​​โหนตุ​​ ​​สัพเพ​​ ​​สัตตา
ขอ​​​ส่วน​​​บุญนี้จงสำ​​​เร็จ​​ ​​แก่สัตว์​​​ทั้ง​​​หลาย​​​ทั้ง​​​ปวง
ขอ​​​ให้​​​สัตว์​​​ทั้ง​​​หลาย​​​ทั้ง​​​ปวง​​ ​​จงมี​​​ความ​​​สุข

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet