สิ่งที่อยากได้จะสมปรารถนาหากสวดบท "พาหุงมหากา"
posted on 02 Jan 2008 04:02 by mzkapoo in Memoriesประวัติ
โดย พระญาณสิทธาจารย์
(หลวงพ่อเมตตาหลวง) ณ วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม (พระใหญ่) อำเภอปากช่อง
จังหวัดนครราชสีมา
เมื่ออาตมาได้พบกับ สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว
คืนวันหนึ่งอาตมานอนหลับแล้วฝันไปว่า
อาตมาได้เดินไปในสถานที่แห่งหนึ่ง ได้พบกับพระสงฆ์รูปหนึ่งครองจีวรคร่ำ
สมณสารูปเรียบร้อยน่าเลื่อมใส อาตมาเห็นว่าเป็นพระอาวุโส ผู้รัตตัญญู
จึงน้องนมัสการท่าน ท่านหยุดยืนตรงหน้าอาตมาแล้วกล่าวกับอาตมาว่า
“ฉันคือสมเด็จพระพนรัตน์
วัดป่าแก้วแห่งกรุงศรีอยุธยา ฉันต้องการให้เธอได้ไปที่วัดใหญ่ชัยมงคล
เพื่อดูจารึกที่ฉันได้จารึกถวายพระเกียรติแก่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้เป็นเจ้า
เนื่องในวาระที่สร้างพระเจดีย์ฉลองชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาแห่งพม่าและประกาศความเป็นอิสระของประเทศไทยจากหงสาวดีเป็นครั้งแรก
เธอไปดูไว้แล้วจดจำมาเผยแพร่ออกไป ถึงเวลาที่เธอจะได้รับรู้แล้ว”
ในฝันอาตมารับปากท่าน ท่านก็บอกตำแหน่งให้
แล้วก็ตกใจตื่นนอนใกล้รุ่ง อาตมาก็ทบทวนความฝันก็นึกอยู่ในใจว่า
เราเองนั้นกำหนดจิตด้วยกรรมฐานมีสติอยู่เสมอ เรื่องฝันฟุ้งซ่านเป็นไม่มี
อาตมาก็ได้ข่าวในวันนั้นแหละว่า
ทางกรมศิลปากรทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ใหญ่ ในวัดใหญ่ชัยมงคล
และจำทำการบรรจุบัวยอดพระเจดีย์
อันเป็นนิมัติหมายการสิ้นสุดการบูรณะแล้วจะรื้อนั่งร้านทั้งหมดออกเสร็จสิ้น
อาตมาจึงได้ขอร้อง ดร.กิ่งแก้ว อัตถากร
ให้เลื่อนการปิดยอดบัวไปอีกวันหนึ่ง เพื่อที่อาตมาจะได้นำ พระซุ้มเสมาชัย
ซุ้มเสมาขอ ที่อาตมาได้สร้างขึ้นตามแบบดั้งเดิม
ที่พบในเจดีย์ใหญ่ใกล้กับวัดอัมพวันซึ่งพังลงน้ำ
ที่ก๋งเหล็งเป็นคนรวบรวมเอามาให้อาตมา ตั้งแต่เมื่อเริ่มมาพัฒนาวัดใหม่ ๆ
แต่แตกหักผุพังทั้งนั้นหลายสิบปี๊บ
อาตมาได้ป่นเอามาผสมสร้างเป็นองค์พระใหม่
ไปร่วมบรรจุไว้ที่ยอดพระเจดีย์บ้าง
วันนั้นอาตมาเดินทางไปถึงก็ได้เดินขึ้นไปบนเจดีย์ตอนที่สุดบันไดแล้ว
มองเห็นโพรงที่ทางเขาทำไว้สำหรับลงไปด้านล่าง มีร้านไม้พอไต่ลงไปภายใน
ตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าลงไปคราวนี้ ถ้าพลาดตกลงไปจากนั่งร้านม้าก็ยอมตาย
คนที่ร่วมเดินทางมาเขามัวแต่ไปบนลานชั้นบน อาตมาก็ดิ่งลงไปชั้นล่าง
มีไฟฉายดวงหนึ่ง เวลานั้นประมาณ ๐๙.๐๐ น. อาตมาลงไปภายในแล้ว
ก็พบนิมิตดังที่สมเด็จพระพนรัตน์ได้บอกไว้จริง ๆ
อาตมาจึงได้พบว่าแท้ที่จริงแล้วสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว
ท่านได้จารึกถวายพระพรก็คือบทสวดที่เรียกว่า
“พาหุงมหาการุณิโก”
ท้ายของนิมิตนั้นระบุว่า
“เราสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว (ศรีอโยธเยศ) คือ
ผู้จารึกนิมิตรจนาเอาไว้ ถวายพระพรแด่มหาบพิตรเจ้า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พาหุงมหากาก็คือบทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ
พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
แล้วก็พรพาหุงอันเริ่มด้วยพาหุงสหัสไปจนถึงทุคคาหทิฏฐิ
แล้วเรื่อยไปจนถึงมหากรุณิโกนาโถหิตายะ และจบลงด้วย ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
สัพพะพุทธา สัพพะธัมมา สัพพะสังฆา นุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุ เต
อาตมาเรียกรวมกันว่า พาหุง มหากา
อาตมาจึงเข้าใจในบัดนั้นเองว่า
บทพาหุงนี้คือบทสวดมนต์ที่
สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วได้ถวายให้พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไว้สวดเป็นประจำ
เวลาอยู่กับพระมหาราชวัง และในระหว่างศึกสงคราม
จึงปรากฎว่าพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้าทรงรบ ณ ที่ใด
ทรงมีชัยชนะอยู่ตลอดมา มิได้ทรงเพลี่ยงพล้ำเลย
แม้จะเพียงลำพังสองพระองค์กับสมเจพระอนุชาธิราชเจ้า
ท่ามกลางกองทัพพม่าจำนวนนับแสนคน ก็ทรงมีชัยชนะเหนือกองทัพพม่า
ด้วยการกระทำยุทธหัตถีมีชัยเหนือพระมหาอุปราชา ณ ดอนเจดีย์ปูชนียสถาน
แม้ข้าศึกจะยิงปืนไฟเข้าใส่พระองค์
ในตอนที่เข้ากันพระศพของพระมหาอุปราชาออกไปราวกับห่าฝนก็มิปาน
แต่ก็มิได้ต้องพระองค์ ด้วยเดชะพาหุงมหากาที่ทรงเจริญอยู่เป็นประจำนั่นเอง
อาตมาพบนิมิตรแล้ว
ก็ไต่ขึ้นมาด้วยความสบายใจ ถึงปากปล่องที่ลงไปเกือบสามชั่วโมง
เนื้อตัวมีแต่หยากไย่ เดินลงมาแม่ชีเห็นเข้ายังร้องว่า
หลวงพ่อเข้าไปในโพรงนั่นมาหรือ แต่อาตมาไม่ตอบ
ตั้งแต่นั้นมา
อาตมาจึงสอนการสวดพาหุงมหากา ให้แก่ญาติโยมเป็นต้นมา เพราะอะไร
เพราะหาหุงมหากานั้นเป็นบทสวดมนต์ที่มีค่าที่สุด
มีผลดีที่สุดเพราะเป็นชัยชนะอย่างสูงสุดของพระบรมศาสดา จากพญาวัสวดีมาร
จากอาฬาวกะยักษ์ จากช้างนาฬาศิรี จากองคุลีมาล จากนางจิญมานวิกา
จากสัจจะกะนิครนธ์ จากพญานันโทปนันทนาคราช และท่านท้าวผกาพรหม
เป็นชัยชนะที่พระพุทธองค์ทรงได้มาด้วยอิทธิปาฏิหาริย์
และด้วยอำนาจแห่งบารมีธรรมโดยแท้ ผู้ใดได้สวดไว้ประจำทุกวัน จะมีชัยชนะ
มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนาน มีสติระลึกได้ จะตายก็ไปสู่สุคติภูมิ
ขอให้ญาติโยมสวดพาหุงมหากากันให้ทั่วหน้า
นอกจากจะคุ้มตัวแล้ว ยังคุ้มครอบครัวได้ สวดมาก ๆ เข้า
สวดกันทั้งประเทศมีแต่ความรุ่งเรือง
พวกคนพาลสันดานหยาบก็แพ้ภัยไปอย่างถ้วนหน้า
ไม่ใช่แต่พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเท่านั้น
ที่พบความมหัศจรรย์ของบทพาหุงมหากา
แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงพบเช่นกัน
โดยมีบันทึกโบราณบอกไว้ว่าดังนี้
“เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชตีเมืองจันทบุรีได้แล้ว
ก็ทรงเห็นว่าสงครามกู้ชาติต่อจากนี้ไปจะต้องหนักหนา
และยืดยาวจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระยอดธงแบบกรุงศรีอยุธยาขึ้น
แล้วนิมนต์พระเถระทั้งหลายมาสวดบทพาหุงมหากา บรรจุไว้ในองค์พระ
และพระองค์ก็ทรงเจริญรอยพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ด้วยการเจริญพาหุงมหากา จึงบันดาลให้ทรงกู้ชาติสำเร็จ
สวดพาหุงมหากากันให้ได้ทุกบ้าน
สวดให้ได้มาก ๆ จะมีแต่ความรุ่งเรือง สวดพาหุงมหากา
ก่อนแล้วจึงสวดชินบัญชร เพราะชินบัญชรนั้นเจ้าประคุณสมเด็จท่าน
ให้สวดบูชาพระอรหันต์ของท่าน ต้องสวดพาหุงมหากาก่อนแล้ว จึงมาถึงชินบัญชร
ให้จดจำกันเอาไว้ นั่นแหละมงคลในชีวิต
วีธีสวด
ให้เริ่มสวดตั้งแต่ นะโม…
เรื่อยไป จนจบที่ ภะวะตุ เต เพียง ๑ จบเท่านั้น จากนั้นสวด
บทพุทธคุณ ให้ได้เท่าอายุบวกด้วย ๑ เช่น อายุ ๓๒ ปี ให้สวด ๓๓ จบ, ๕๔ ปี ให้สวด ๕๕ จบ เสร็จแล้วให้แผ่เมตตา
บทแผ่เมตตา จบแล้วให้กรวดน้ำตาม บทกรวดน้ำ เสร็จแล้วจึงอธิษฐานตามสิ่งที่ท่านปรารถนา
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุธโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต
โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ
สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต
สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ
ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ
๑.พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะ มารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ
๒.มาราติเร กะมะภิยุชฌิตะ สัพพะรัตติงโฆรัมปะนาฬะวะ กะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลา
๓.นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะ สะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลาน
๔.อุกขิตตะขัคคะ มะติหัตถะ สุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะ ปะถัง คุลิมา
ละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเต
ชะยะมังคะลานิ
๕.กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฎฐะวะจะนัง
ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเต
ชะยะมังคะลานิ
๖.สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ
๗.นันโทปะนันทะ ภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ
ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเต
ชะยะมังคะลานิ
๘.ทุคคาหะทิฏฐิ ภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง
วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา
ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ
๙.เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละ อัฏฐะคาถา โยวาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะ เนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโรสะปัญโญ
มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปา ณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต
สัมโพธิมุต ตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เตชะยะมังคะลังฯ
ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ
ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก
สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง
สุหฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สะยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ ปะทักขิณัง
กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภัน ตัตเถ
ปะทักขิเณฯ
ภะวะตุ สัมพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทาโสตถี
ภะวันตุ เตฯ
ภะวะตุ สัมพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทาโสตถี
ภะวันตุ เตฯ
ภะวะตุ สัมพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทาโสตถี
ภะวันตุ เตฯ
บทพุทธคุณ
ให้สวดเกินอายุ ๑ จบ เช่น อายุ ๔๒ ปี ต้องสวด ๔๓ จบ
** อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจาระณะ สัมปันโน สุคะโต
โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัม มะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ
ภะคะวาติ **
บทแผ่เมตตา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา (โหนตุ) จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อนีฆา (โหนตุ) จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ
บทกรวดน้ำ
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาติปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า
ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า
ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม ครุปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ครุปัชฌายาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแด่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า
ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ จงมีความสุข
อิทัง เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ เทวะตาโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เทวดาทั้งหลาย
ขอให้เทวดาทั้งหลาย จงมีความสุข
อิทัง เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ เปตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลาย
ขอให้เปรตทั้งหลาย จงมีความสุข
อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข