Question 1: "Share and share alike" is an oft-cited tenet of the free software movement. How much money are you allowed to charge for distributing software that is licensed under the Gnu General Public License (GPL)?

Correct Answer: As much as you want

 

คำถาม: ถามว่าเราได้รับอนุญาตให้เก็บตังค์ได้เท่าไหร่จาก Software ที่มีลิขสิทธิ์แบบ GPL
คำตอบ: เท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่คุณต้องการ
เหตุผล: แนวทางของ Free Software ไม่ได้เกี่ยวกับเงิน แต่เกี่ยวกับอิสรภาพ รวมถึงอิสรภาพของคนพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยนะจ๊ะที่จะเก็บตังค์จากน้ำพักน้ำแรงที่ทำลงไป แต่จำไว้อย่างลูกค้าของคุณก็มีสิทธิ์เช่นคุณนะในการจำหน่ายจ่ายแจกและคิดเงินตามที่ลูกค้าต้องการ

 

Question 2: Access to source code is one of the fundamental tenets of free and open source software. If you make changes to a GPL-licensed program, when are you required to make your modified source code available, and to whom must you make it available?
Correct Answer: If you distribute your modified version, you must make your source code available to your users

 

 

Question 3: The Gnu Project started with one software license, but now it uses several. What is the difference between the GPL and the LGPL?
Correct Answer: The LGPL permits code linking by proprietary programs, while the GPL does not

 

 

Question 4: One of the newer licenses in the Free Software Foundation's arsenal is known as the Gnu Affero GPL. What is the main difference between the Gnu Affero GPL and the regular GPL?
Correct Answer: The Affero GPL adds a clause that pertains to software as a service (SaaS)

 

รู้จัก SaaS กันไหม มันคือ แอ่นแอ้น Software as a Service นั่นเอง ถ้านึกไม่ออกก็ให้ดู Google Docs เป็นตัวอย่าง GPLv3 รองรับ Affero GPL (AGPL) ดังนั้นใช้ GPLv3 แทนได้จ๊ะ

 

Question 5: Eric S. Raymond's essay "The Cathedral and the Bazaar" is often cited as one of the seminal documents of the open source movement. What is Raymond comparing in this essay?
Correct Answer: Centralized development vs. community-based development

 

เน้นย้ำให้ดูตัวเอียง



รอการถกเถียงครับ ไม่ต้องแถตามผมนะ ผมชอบสู้กันด้วยเหตุผล ฝรั่งเขาเรียก Discuss แต่วัฒนธรรมไทย การ Discuss กับผู้ใหญ่ เรียกว่า เด็กไม่มีมารยาท เถียงคำไม่ตกฟาก เพราะแบบเนี้ย Student-Center ในเมืองไทยจริง ๆ คือ Teacher-Point to before Student-Center สังเกตเลย มีตัวเลือกให้เด็กเลือก แต่ดันบอกสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาก่อน แล้วย้ำว่า ผมคิดว่าแบบนี้ดีกว่าอีกแบบนะ แบบว่า เด็กยังไม่ทันได้คิดเลย พูดมาแล้วว่าอยากได้แบบนี้ แทนที่จะให้ทุกคนบอกข้อดีข้อเสีย ของแต่ละประเด็นก่อน ก็เข้าใจว่า เวลาในการสอนจำกัด แต่ก็เอาให้เด็กทำเป็นการบ้านได้ 1 วัน วันรุ่งขึ้น ก็ฟังผล อีกวันก็ให้ทุกคนส่งสรุปเลย จากนั้น ก็ไปทำกันมา เสียเวลาแค่ 2 วัน แต่ทำให้เด็กได้โตแบบมีเหตุผล ไม่ใช่เอนเอียงไปตามกระแส 

Source: Infoworld